กรณีปลาหมอคางดำแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในแหล่งน้ำพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่แถบ จ.สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการและจังหวัดทางภาคใต้ จนมาถึงภาคตะวันออก ส่งผลกระทบกับชาวประมงผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งหากไม่เร่งควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ก็จะสร้างความเสียหายให้ภาคการเกษตร ภาคเศรษฐกิจ ระบบนิเวศและทรัพยากรอย่างมาก
ดร.สราวุธ ศิริวงศ์ ผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตจันทบุรี มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในเขตภาคตะวันออก โดยมีการพบเจอที่จังหวัดจันทบุรี และแนะถึงวิธีป้องกันการแพร่ระบาดและวิธีทำลายหากพบเจอ


ตอนนี้สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดําในประเทศไทยเรียกว่ามีความน่าเป็นห่วงมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้สถานการณ์ปลาหมอคางดําในประเทศไทย อยู่ในจุดที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะจากการศึกษาหรือการรวบรวมข้อมูลของกรมประมงและหลายหน่วยงาน พบว่า ณ ปัจจุบัน ปลาหมอคางดําสามารถพบได้ตั้งแต่ภาคใต้จนถึงภาคตะวันออกตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ที่ผ่านมาพื้นที่ที่มีการเพาะเลี้ยงทำการประมงถูกรุกรานหรือถูกระบาดโดยปลาหมอคางดํา โดยพบว่าสูญเสียสิ่งที่เราเลี้ยง เช่น คนที่ทํานากุ้งหรือเลี้ยงกุ้ง ได้สูญเสียกุ้งไปทั้งบ่อ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่อยู่ในสภาพวิกฤติของประเทศ
ประเทศไทยเคยมีเอเลี่ยนสปีชีส์ อื่นๆ ระบาดก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้ทําไมเราถึงต้องกังวลเกี่ยวกับการระบาดของปลาหมอคางดํา
จริงๆ แล้วชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์ มีอยู่สองรูปแบบ รูปแบบแรกคือการระบาดเข้ามาแต่ว่าไม่คุกคามต่อชนิดพันธุ์ท้องถิ่น ดังนั้นอาจจะไม่ต้องกังวลมากเพราะสามารถควบคุมได้ง่ายแต่ว่ามีอีกหลายชนิดเหมือนกันที่ระบาดแล้วสามารถรุกรานชนิดพันธุ์ท้องถิ่นได้ แล้วก็สร้างความเสียหายกับระบบนิเวศท้องถิ่นได้ ปลาหมอคางดําจัดอยู่ในกลุ่มหลัง ถึงเป็นสาเหตุว่าทําไมเราถึงต้องหันมาดูแลอย่างจริงจัง และที่ผ่านมาปรากฏว่าปลาหมอคางดําสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรและระบบนิเวศมากแล้วเหมือนกัน



หากการระบาดของปลาหมอคางดําขยายตัวมาถึงทะเลภาคตะวันออก ผลกระทบที่จะตามมานี้คืออะไร
ตอนนี้มีรายงานการพบเจอปลาหมอคางดำตั้งแต่จังหวัดชลบุรี ระยอง และจันทบุรี โดยในจังหวัดจันทบุรี แม้กระทั่งอ่าวคุ้งกระเบน ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ที่สุดส่วนหนึ่งของจันทบุรี ล่าสุดนิสิตของคณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับกรมประมง และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ลงสํารวจในอ่าวคุ้งกระเบน พบว่าเจอปลาหมอคางดําระบาดเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันผู้แทนของกรมประมงท้องถิ่น แจ้งว่าภายในหนึ่งวันสามารถจับปลาหมดคางดำได้หลายสิบกิโลกรัมจนถึงเป็นร้อยกิโลกรัมในเขตพื้นที่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ปลาหมอคางดําได้ระบาดเข้ามาถึงแล้ว ความน่ากังวลก็คือปลาหมอคางดำสามารถแพร่กระจายไปได้ตั้งแต่น้ำจืดสนิทไปจนถึงเค็มจัดอย่างในทะเล เพียงแต่ว่าโดยหลักการมักจะชอบอยู่บริเวณชายฝั่งหรือบริเวณน้ำกร่อย แต่ว่าสามารถเจอได้ตั้งแต่น้ำจืดจนถึงน้ำเค็ม ดังนั้นการระบาดสามารถเกิดขึ้นได้แทบทุกระบบนิเวศในบ้านเรา ซึ่งเกษตรกรที่ทำประมงถ้าโชคไม่ดีเจอปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงซึ่งเป็นระบบปิด ปลาหมอคางดําสามารถกินพวกลูกสัตว์ที่อยู่ในในบ่อเลี้ยง เรียกได้ว่ากินได้เกือบหมดทุกชนิดทั้งบ่อ



แนวทางในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดําที่ประเทศไทยสามารถทําได้ในตอนนี้มีอะไรบ้าง
จริงๆ แล้ว ปลาหมอคางดำป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น โดยปกติแล้วชนิดพันธุ์ต่างถิ่นถ้าเข้ามาระบบนิเวศภายในแล้วระบบนิเวศภายในยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ โอกาสที่จะสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็วแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่มีข้อแม้คือระบบนิเวศในบ้านเราต้องสมบูรณ์ ทีนี้พอเราเห็นข่าวว่าปลาหมอคางดําสามารถระบาดได้เต็มที่นั่นแปลว่าปราการตามธรรมชาติไม่สามารถที่จะเอาอยู่ หรือได้ถูกทําลายไปแล้ว ดังนั้นอันดับแรกที่เราต้องทำก็คือ ต้องเอาปลาหมอคางดำออกจากธรรมชาติให้ได้มากที่สุด หรือจนถึงระดับที่เราพอจะควบคุม ด้วยวิธีตามธรรมชาติได้ นี่คือโจทย์หลักซึ่งจะเห็นว่ากรมประมงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามทำตอนนี้คือนโยบายที่ช่วยกันซื้อคืน เพื่อที่จะให้พี่น้องชาวประมงเข้าไปจับและสามารถมีรายได้ ขณะเดียวกันเป็นการเอาปลาหมอคางดำออกจากธรรมชาติให้เร็วที่สุดและมากที่สุด โดยคาดหวังให้เอาออกได้จนถึงจุดที่พอจะควบคุมได้ อีกทางที่ต้องทําคู่กันไปคือการฟื้นฟูระบบนิเวศ การปล่อยปลาผู้ล่าต่าง ๆ ปลาที่สามารถกินปลาหมอคางดําได้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันสร้างศัตรูตามธรรมชาติของปลาหมอคางดำ และการฟื้นฟูระบบนิเวศก็เป็นเรื่องจําเป็น เราต้องไม่ทําลายสิ่งแวดล้อม และช่วยกันปลูกป่าชายเลน ทำให้ระบบธรรมชาติได้ฟื้นฟู เพื่อที่จะได้ชนิดพันธุ์ในธรรมชาติที่มีความหลากหลายให้กลับมาเหมือนเดิมให้ได้มากที่สุด นั่นเป็นสิ่งที่จะช่วยได้ในระยะยาว



หากปลาหมอคางดําระบาดมาถึงทะเลบางแสนรวมถึงจังหวัดจันทบุรี ทางภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนในพื้นที่สามารถช่วยกันแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร
อันดับแรกคือช่วยเอาออกจากธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ซึ่งภาครัฐได้กำลังดำเนินการอยู่แล้ว ถ้าภาคเอกชนมีความสนใจจะช่วยโดยการเพิ่มการรับซื้อแล้วนําไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ก็เป็นอีกแนวทางนึง หรือภาคประชาชน อย่างเช่นชาวประมงถ้าจับขึ้นมาแล้วก็อย่าปล่อยกลับลงไป ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็กลบฝังง่ายที่สุดหรือเอามาทําเป็นอาหาร ตอนนี้อย่างแรกที่จะต้องย้ำก็คือการสร้างความเข้าใจว่าปลาหมอคางดําสามารถโตได้อย่างรวดเร็วและออกลูกเร็วมากใช้เวลาเพียง 22 วัน สามารถสืบพันธุ์ได้ โดยการสืบพันธุ์ครั้งหนึ่งสามารถวางไข่ได้ถึง 300-400 ฟอง ความน่ากังวลคือถ้ามีการเคลื่อนย้ายหรือว่าทําอย่างไรก็แล้วแต่ที่ปลาสามารถแพร่ขยายออกไป ก็อาจสามารถสร้างการแพร่กระจายที่อื่นได้อีก ดังนั้นสําคัญว่าต้องช่วยกันจับออกมา และอย่าเคลื่อนย้ายไปไหนเด็ดขาด กําจัดในพื้นที่เลยโดยจะทําอาหารหรืออะไรก็ได้แต่อย่าให้มีโอกาสกลับลงไปในน้ำเป็นดีที่สุด สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจโดยเร็ว



เนื้อของปลาหมอคางดําสามารถนําไปบริโภคได้ไหม
เนื้อของปลาหมอคางดำสามารถบริโภคได้ โดยลักษณะเนื้อค่อนข้างที่จะมีน้อยและมีความแข็งกว่าปลาทั่วไป แต่ถ้าปรุงเสร็จใหม่ๆ ก็เหมือนปลาทั่วไป เพียงแต่ว่าการกินอาจจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุดทีเดียว ต้องเข้าใจว่าการที่จะเอามารับประทานมันคือการเอามาใช้ประโยชน์ แต่ว่าสิ่งที่เราต้องการคือการนำออกมาจากธรรมชาติให้ได้เร็วที่สุด การกินอาจจะเป็นแค่ส่วนหนึ่ง โดยในตอนนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้ใช้วิธีกำจัดปลาที่จับได้โดยนำไปทําเป็นปุ๋ยซึ่งเป็นการกำจัดปลาได้เป็นจำนวนที่มากขึ้น



สําหรับตอนนี้ในส่วนของภาคประชาชน หากพบเจอปลาหมอคางดําในแหล่งน้ำใกล้บ้าน ต้องทําอย่างไร
อันดับแรกหากพบเจอ ถ้าไม่ได้เป็นชาวประมงที่สามารถจับปลาเองได้ สามารถแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมประมง หรือแจ้งชาวประมงที่สามารถจับปลาได้ว่าพบเจอในพื้นที่ส่วนไหน ต่อมาหากจับขึ้นมาแล้วห้ามเคลื่อนย้ายไปที่อื่นให้กําจัดในพื้นที่ให้เสร็จเพื่อที่ลดการแพร่ระบาด สุดท้ายคือเรื่องของการทําความเข้าใจว่าปลาหมอคางดํามีความอันตรายตรงที่สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว




