เรื่อง : ตวงทอง สรประเสริฐ
ภาพ : วรธรรม พงษ์สีชมพู
ย้อนหลังไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในวันธรรมดาวันหนึ่งของชีวิตการทำงานที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลักผู้เป็นทั้งศิษย์เก่า อาจารย์ประจำ อดีตรองคณบดีของสถาบันการศึกษาชื่อดังของภาคอีสานแห่งนี้ ก็ได้รับโทรศัพท์สายสำคัญสายหนึ่ง ซึ่งเสียงจากปลายสายเอ่ยปากด้วยประโยคง่ายๆ เพียงว่า
“เฮ้ย วัชรินทร์ มาช่วยผมทำงานที่ม.บูรพาหน่อย”
แม้จะยังไม่แน่ใจว่างานที่จะให้ไปช่วยทำในมหาวิทยาลัยอีกแห่งที่อยู่ห่างไกลออกไปร่วม 500 กิโลเมตรจะเป็นอะไร แต่อาจารย์วัชรินทร์ก็ตอบไปว่า “ครับ”
จุดเริ่มต้น
เมื่อขอให้อธิการบดีคนปัจจุบันของมหาวิทยาลัยบูรพา เล่าย้อนไปถึงเรื่องราวก่อนที่จะต้องเดินทางจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาไกลถึงทะเลตะวันออกว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร อาจารย์วัชรินทร์ก็ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเหมือนเหตุการณ์ทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน


“ตอนนั้นผมทำงานเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำงานทั้งนอกและในมหาวิทยาลัย พวกงานนอกมหาวิทยาลัยก็คืองานบริการวิชาการนั่นแหละ ทั้งได้เงินและไม่ได้เงินผมทำหมด ไปออกแบบให้วัด ไปเป็นพยานให้ศาล เป็นกรรมการอำนวยการวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ยังไม่รวมงานวิชาชีพวิศวกรต่าง ๆ ผมมีงานทำหลายอย่างเพราะคิดว่าประสบการณ์ทำงานจะใช้สอนหนังสือได้ดีกว่าแค่การเปิดตำรา ตอนนั้นก็คิดๆ อยู่นะว่าจะลาออกจากการเป็นอาจารย์ดีมั้ยเพราะมีคนมาชวนไปทำงานบริษัทเอกชน
พอประมาณปลายตุลาปี 59 ตอนนั้นมาที่นี่เพราะอาจารย์สมนึก (รศ.ดร.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ. 2559-2562) ชวนมา บอกว่าให้มาอยู่ช่วยแก้ปัญหาช่วงสั้นๆ ตอนนั้นในความเข้าใจของผมก็คิดว่าที่นี่ระบบงานคงมีปัญหา ทำให้ทางมหาวิทยาลัยค่อนข้างจะติดขัดมีอุปสรรคในการบริหารงาน”
จากอาจารย์วิศวะมหาวิทยาลัยขอนแก่นผู้มีทั้งงานสอน งานบริการวิชาการ ยังไม่นับงานในตำแหน่งอุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย และงานวิศวกรที่มีอยู่ล้นมือ แล้วอะไรที่เป็นสิ่งที่ทำให้อาจารย์วัชรินทร์ตัดสินใจวางมือทุกอย่างไว้และเดินทางมาที่ม.บูรพา บนเส้นทางที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไปข้างหน้าแบบนี้
“ก็เพราะอาจารย์สมนึกนี่แหละ ผมเชื่อใจ เชื่อว่าอาจารย์สมนึกเป็นคนดี ตอนนั้นเขาให้ผมมาทำงานผมก็ทำงาน คิดแต่ว่าอะไรที่เป็นหน้าที่ก็ทำไป บอกตามตรงไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรยิ่งใหญ่เลย แค่คิดว่ามาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
เมื่อถามย้อนไปถึงภาพของม.บูรพาในสายตาของอาจารย์วัชรินทร์เมื่อครั้งนั้น ก็ต้องบอกว่าที่นี่เป็นหนึ่งในสถาบันระดับอุดมศึกษาที่มีตำแหน่งที่ตั้งที่ได้เปรียบกว่าอีกหลายๆ ที่ ทั้งในการเป็นมหาวิทยาลัยหลักของภาคตะวันออกที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตคนเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจ EEC และการเป็นเมืองชายทะเลที่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาแห่งภาคตะวันออกที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนปีละนับล้านคน



“ตอนนั้นม.บูรพาในความรู้สึกของผมเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจุดเด่นมากเลยนะ เป็นมหาวิทยาลัยที่เรียกว่ามีโลเคชั่นที่น่าจะดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยด้วยซ้ำ จะมีมหาวิทยาลัยสักกี่แห่งที่อยู่ใกล้ทะเล แถมยังเป็นทะเลที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวฮอตฮิตของคนไทยอย่างบางแสนด้วย อยู่ใกล้สนามบินถึงสองแห่งคือสุวรรณภูมิกับอู่ตะเภา อยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมจำนวนมาก มีสวนผลไม้ มีท่าเรือแหลมฉบัง มีมาบตาพุด อยู่ตรงใจกลาง EEC จะมีมหาวิทยาลัยสักกี่แห่งกันที่จะมีโอกาสอะไรเข้ามามากมายขนาดนี้ ซึ่งสำหรับคณาจารย์แล้ว ด้วยที่ตั้งแบบนี้มันมีโจทย์ให้ทำเยอะมาก”
เมื่อมาถึงม.บูรพา



แล้วเมื่อมาถึงม.บูรพา สิ่งที่ต้องจัดการเป็นอย่างแรกสุดกันล่ะ อาจารย์วัชรินทร์ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะบอกกับเราว่า เจอเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้นก่อน เพราะทุกเรื่องล้วนสำคัญเร่งด่วนไม่ต่างกัน ก่อนจะพรั่งพรูถึงสารพันงานที่ดาหน้าเข้ามาปะทะตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาถึงในเดือนแรก
“พอมาเริ่มงาน ผมก็เริ่มสังเกตเห็นว่าที่อาจารย์ยังมีตำแหน่งวิชาการไม่มากนัก พอมาดูย้อนหลังก็คาดว่าน่าจะเป็นเพราะช่วงสิบปีที่ผ่านมาม.บูรพาค่อนข้างรับนิสิตจำนวนมากเพื่อสร้างรายได้ในการขยายการดำเนินงาน และพึ่งพาตัวเอง ซึ่งในยุคนั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะมหาวิทยาลัยหลายๆแห่งก็ทำเช่นเดียวกัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ม.บูรพารับนิสิตปีละหมื่นกว่าคน มากกว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่มีจำนวนอาจารย์มากกว่าที่นี่ซะอีก พอเป็นแบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออาจารย์เองก็ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการสอน ชั่วโมงสอนเยอะมากจนไม่มีเวลาไปทำงานวิชาการ ยิ่งพวกวิทยาลัยทั้งหลายนี่ยิ่งสอนมาก มีนิสิตมาก การจ่ายค่าตอบแทนก็มีหลากหลายอัตรา ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละหน่วยงาน ผมว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการที่ไม่ได้มีมาตรฐานเดียวกันของมหาวิทยาลัย”
“ยังมีปัญหาทุนวิจัยของส่วนงานที่พบก็คือ บางหน่วยงานมีประกาศวิจัยไม่ชัดเจน ความเหมาะสมของระบบการกลั่นกรองที่ทำให้ความคุ้มค่าของงบประมาณการวิจัยเมื่อเทียบกับผลงานน้อย”
“การบริหารงานในมหาวิทยาลัยบูรพายุคนั้น แต่ละคณะก็บริหารแบบเป็นอิสระ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ละคณะมีระบบการจ่ายเงินของตัวเอง ก็เลยทำให้ค่าตอบแทนของแต่ละคณะแตกต่างกันมากทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ความแตกต่างเรื่องสวัสดิการ ที่มีอัตราการจ่ายแตกต่างกันมหาศาลมาก “สวัสดิการคือความจำเป็นของชีวิต นั่นคือสิ่งที่ผมมองนะ”
“เพราะฉะนั้นถามว่ามาถึงที่นี่แล้ว ผมเริ่มทำอะไรบ้างก็ต้องบอกว่างานในช่วงแรกจึงเป็นงานแก้ปัญหา แก้ตามความเร่งด่วนเลย เรื่องไหนด่วนก็ทำก่อน ผมเคยต้องรับผิดชอบงานโหดที่สุดก็คือต้องดูแลถึงห้ากอง กองคลัง กองแผน กองอาคาร กองกฎหมาย เกือบหมดมหาวิทยาลัยนั่นแหละ” อาจารย์วัชรินทร์เล่าถึงความหนักหน่วงของภาระที่เต็มใจอ้าแขนรับเอาไว้ แม้ว่าจะทำให้ต้องนั่งทำงาน จนถึงดึกดื่นแทบทุกคืนก็ตาม
ในมหาวิทยาลัยต้องมีธนาคาร
เคยมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ม.บูรพาไม่มีสาขาของธนาคารใดๆ เปิดให้บริการอยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับหน่วยงานที่มีเงินหมุนเวียนนับล้านๆ บาทต่อเดือน และมีการทำธุรกรรมการเงินจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน การต้องออกไปใช้บริการธนาคารภายนอกจึงเป็นอุปสรรคในการทำงานที่ทุกคนล้วนออกปากเป็นเสียงเดียวกัน
“งานแรกๆ ที่มาช่วยแก้ปัญหาก็คือเรื่องธนาคาร ตอนนั้นเราไม่มีธนาคารในมหาวิทยาลัย ธนาคารที่เคยมีอยู่ถอนตัวออกไป ทีนี้ก็เกิดปัญหาสิ เพราะตอนนั้นเรายังทำธุรกรรมด้วยเงินสดกันอยู่มาก บุคลากรในมหาวิทยาลัยก็เดือดร้อน โดยเฉพาะการหอบเงินสด นั่งรถเอาไปเข้าธนาคารข้างนอก หรือจะเบิกเงินสดก็ต้องจองรถจากมหาวิทยาลัยขับพาไป แล้วตอนนั้นเราก็ใช้บริการบางอย่างกับธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งมีสาขาอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย หาที่จอดรถยาก โดยตอนนั้นมีการให้เหตุผลว่าที่เลือกธนาคารแห่งนี้เป็นบัญชีของมหาวิทยาลัยเพราะว่าให้ดอกเบี้ยดี แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราแลกมาคือความลำบากของคนทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีราคานะ คิดดูว่าคนคนนึงต้องขับรถส่วนตัวออกไปเบิกเงินธนาคาร ค่าน้ำมันรถ เวลาที่เสียไป โอกาสที่เสียไป ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ผมว่าตรงนี้มีมูลค่ามากกว่าดอกเบี้ย ตอนนั้นผมตัดสินใจได้เร็วมาก ผมไม่เกรงใจ ผมสั่งปิดบัญชีกับธนาคารนี้ทันที เราจะไปแบกภาระนี้ไว้ทำไม”



“พอถึงคราวที่ต้องหาธนาคารมาตั้งในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเริ่มเป็นช่วงที่ธนาคารเริ่มมีแอพพลิเคชั่น การทำธุรกรรมการเงินเริ่มเปลี่ยนเป็นออนไลน์ ธุรกิจธนาคารก็เริ่มมีการจำกัดสาขา ไม่ค่อยเปิดเพิ่ม แล้วก็ยุบสาขาเดิมที่เคยมีอยู่ด้วย ผมก็ปรึกษากับกองคลังให้ไปเชิญผู้บริหารธนาคารทั้งหลายมาหน่อย เราก็เชิญมาทุกแห่ง 7-8 ธนาคาร แล้วก็บอกกับเขาว่าอยากให้ธนาคารมาเปิดสาขาในมหาวิทยาลัยบูรพา ผมจะคิดค่าเช่าตามที่กระทรวงการคลังกำหนด คือไม่เอาอะไรมากเลย เก็บถูกที่สุด ค่าน้ำค่าไฟก็ตามจริง เชิญมาเลือกได้เลยว่าอยากตั้งตรงไหน เพียงแค่ขอให้มีธนาคารในมหาวิทยาลัย เขาก็หายเงียบกันไปหมด เพราะมันไม่คุ้มค่าสำหรับเขา เนื่องจากลูกค้าจริงๆ ในมหาวิทยาลัยมีค่อนข้างจำกัด แล้วพอยิ่งเป็นช่วงปิดเทอมก็ไม่มีลูกค้าอยู่เป็นเดือนๆ เพราะนิสิตกลับบ้านหมด แต่สุดท้ายก็มีสองรายที่มาคุยกัน”
“อีกเรื่องเกี่ยวกับธนาคารก็คือ ตอนนั้นผู้บริหารธนาคารหลายแห่งพยายามมาขอสิทธิ์ในการทำบัตรนิสิต ซึ่งเป็นการทำให้เราฟรี เพราะนิสิตต้องใช้เงินผ่านเอทีเอ็มของบัตรนิสิตที่เป็นสมาร์ทการ์ด จะใช้เงินจับจ่ายซื้ออะไรก็ต้องผ่านบัญชีของธนาคารเขา ซึ่งเขาก็ได้ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า และส่วนใหญ่เมื่อจบไปทำงานก็ยังใช้งานบัตรเอทีเอ็มเดิมต่อ รวมถึงเป็นลักษณะของ CSR ของการเข้ามาให้บริการสถาบันการศึกษาด้วย ผมก็เลยเปิดให้มีการแข่งขันกัน ทำ TOR ออกมาว่าธนาคารที่จะมาทำบัตรนิสิตให้เราจะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นต้องทำบัตรนิสิตออกมาให้สวยงามน่าใช้ บัตรต้องเป็นสมาร์ทการ์ด ใช้เป็นบัตรเดบิตได้ ใช้ในการสแกนเข้าธนาคาร เข้าห้องสมุดได้ แล้วเราก็ตั้งกรรมการ มีผมเป็นประธาน มีคณะกรรมการชัดเจน แล้วก็เอา TOR ที่ร่างขึ้นไปประกาศเชิญชวนให้ธนาคารต่าง ๆ มายื่น ก็เหลืออยู่ 3 ธนาคารที่เข้ารอบ คือกรุงไทย ไทยพาณิชย์ และกรุงศรีอยุธยา สุดท้ายเราก็ได้กรุงไทยมาช่วยทำบัตรนิสิตให้ แล้วก็มาตั้งเป็นสาขาภายในมหาวิทยาลัยที่อำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรและนิสิตของเราจนถึงทุกวันนี้”



แม้ว่าภารกิจเร่งด่วนชิ้นแรกอย่างการแก้ปัญหาการไม่มีธนาคารในรั้วมหาวิทยาลัยจะได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้อย่างเรียบร้อย ทว่าสิ่งที่ถูกโยนเข้ามาหาไม่ได้มีเพียงดอกไม้ แต่มีก้อนหินปะปนมาด้วย
“ผมได้รับจดหมายร้องเรียนไปที่สภามหาวิทยาลัยบอกว่า การเปิดธนาคารในมหาวิทยาลัยนี่ ปกติแล้วจะมีเงินปากถุงให้คนที่อนุมัติเปิด
อืม…ขอโทษนะพี่ ปัจจุบันเราแทบจะต้องไปกราบกรานขอให้เขามาเปิดให้เถอะ แล้วดูกรรมการคัดเลือกแต่ละคนสิ แต่ละคนนี่นะซื่อตรงและรักองค์กรแบบสุดสุด (หัวเราะ) คนเราถ้าจะโกงนะ ดูชื่อกรรมการที่จัดตั้งก็รู้แล้วว่าเลือกคนแบบไหนมา จริงมั้ย”
“ผมบอกเลยว่าผมโคตรดีใจ ที่ทำให้กรุงไทยมาเปิดได้ แล้วนี่ก็เพิ่งคุยกับเขาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเรื่องที่จะให้เขามาต่อสัญญาเรื่องดูแลบัตรนิสิตให้เราต่อไป ซึ่งที่กรุงไทยมาทำบัตรนิสิตให้กับเรา เราไม่เพียงแต่ไม่จ่ายเงิน แต่เขายังต้องจ่ายมหาวิทยาลัยในการทำสัญญาแต่ละครั้งหลายสิบล้านบาท”



การเบิกโรงด้วยงานใหญ่งานแรกจัดตั้งธนาคารที่ต้องลงมือทำตั้งแต่เดือนแรกที่เข้ามาสู่ม.บูรพาดูจะเป็นเพียงการอุ่นเครื่องเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัย ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้อาจารย์วัชรินทร์ย่อท้อเพราะนิสัยความเป็นคนชอบแก้ปัญหาที่มีติดตัวมาแต่ไหนแต่ไร แต่สิ่งที่อาจารย์วัชรินทร์น่าจะไม่ทันได้คิดถึงในเวลานั้นก็คือ แล้วภารกิจที่ม.บูรพาแห่งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่
จากการรับสายโทรศัพท์ครั้งนั้นที่อาจารย์วัชรินทร์ตอบไปสั้นๆ ว่า “ครับ” ก่อนจะหันมาบอกลูกน้องที่นั่งอยู่ด้วยกันในวันนั้นว่า “เดี๋ยวกูจะไปอยู่ที่บูรพาสักพักนึงนะ ไม่น่านานหรอก
ลูกน้องก็ถามว่า “อาจารย์ไปทำอะไรครับ”
“ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน” อาจารย์วัชรินทร์เล่าให้เราฟังว่าตอบออกไปแบบนั้น
ที่ว่าไปอยู่ไม่นาน อาจารย์วัชรินทร์เองก็คงไม่คิดเหมือนกันว่าโชคชะตาจะพาให้ท่านต้องพลิกผันมาอยู่ที่ม.บูรพาแห่งนี้ถึง 7 ปีเต็ม
