ดร.ณฐาภพ สมคิด
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเคยเปลี่ยนผ่านจากยุคเกษตรกรรมสู่ยุคอุตสาหกรรม และจากยุคอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล แต่ในปัจจุบัน โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI Era อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาโดยตรง AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีเรียนรู้ของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าระบบการศึกษาไทยจะปรับตัวอย่างไรเพื่อเตรียมคนให้พร้อมกับอนาคต
จากมุมมองของ ดร.ณฐาภพ สมคิด รองผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา อาจารย์ประจำภาควิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ AI กับอนาคตของการศึกษาไทยไว้ ดังนี้


อาจารย์มองว่า AI เปลี่ยนแปลงโลกการเรียนรู้อย่างไรบ้าง?
AI ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนจาก “การเรียนแบบเดียวกันสำหรับทุกคน” ไปสู่ “การเรียนรู้เฉพาะบุคคล” (Personalized Learning) ผู้เรียนแต่ละคนสามารถเรียนด้วยความเร็ว รูปแบบ และเส้นทางที่แตกต่างกันได้ AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ จุดแข็ง จุดอ่อน และแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้แบบ Real-time
นอกจากนี้ AI ยังเปลี่ยนบทบาทของผู้สอน จากเดิมที่เป็น “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปสู่ “ผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้” เพราะในยุคที่ข้อมูลหาได้ง่ายจาก AI สิ่งสำคัญไม่ใช่การท่องจำ แต่คือความสามารถในการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และประยุกต์ใช้ความรู้
อีกประเด็นสำคัญคือ AI ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดชีวิต ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนเฉพาะในห้องเรียนหรือมหาวิทยาลัยอีกต่อไป แต่สามารถเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ระบบ AI Tutor หรือการเรียนรู้แบบ Microlearning ที่ตอบโจทย์ชีวิตและการทำงานจริง
ทักษะอะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำงานในยุค AI?
ในยุค AI ทักษะที่สำคัญไม่ใช่เพียง “ทักษะด้านเทคโนโลยี” แต่คือ “ทักษะที่ AI ทำแทนได้ยาก” ซึ่งประกอบด้วยหลายมิติ อย่างแรก คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพราะแม้ AI จะสร้างข้อมูลได้รวดเร็ว แต่มนุษย์ยังต้องมีความสามารถในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
อย่างที่สอง คือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) AI อาจช่วยสร้างเนื้อหาได้ แต่การคิดเชิงนวัตกรรม การสร้างคุณค่าใหม่ หรือการเชื่อมโยงแนวคิดข้ามศาสตร์ ยังเป็นจุดแข็งของมนุษย์



อย่างที่สาม คือ ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) เพราะงานจำนวนมากในอนาคตจะเน้นการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การเข้าใจมนุษย์ และการสร้างความไว้วางใจ รวมถึง “AI Literacy” หรือความสามารถในการเข้าใจและใช้ AI อย่างถูกต้อง ก็จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานใหม่ของคนทำงานทุกสายอาชีพ ไม่ต่างจากการใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตในอดีต






ระบบการศึกษาในปัจจุบันควรปรับตัวอย่างไร ?
ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก “การสอนเพื่อสอบ” ไปสู่ “การเรียนรู้เพื่อใช้ชีวิตและทำงานจริง” เนื้อหาหลายอย่างที่เน้นการจำอาจไม่จำเป็นเท่าเดิม เพราะ AI สามารถค้นหาและประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิมมาก
สิ่งที่การศึกษาควรให้ความสำคัญมากขึ้น ได้แก่
- การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา
- การทำงานแบบสหวิทยาการ
- การเรียนรู้ผ่านโครงงานและสถานการณ์จริง
- การใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม
- การสร้างทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง
มหาวิทยาลัยในอนาคตอาจไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ให้ปริญญา แต่จะกลายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่คนทุกช่วงวัยสามารถกลับมา Upskill และ Reskill ได้อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้ง ระบบการวัดผลก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน เพราะหากยังวัดผลด้วยการท่องจำเพียงอย่างเดียว AI อาจทำข้อสอบได้ดีกว่ามนุษย์ แต่สิ่งที่ควรวัดคือความสามารถในการคิด การลงมือทำ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์จริง
คนทำงานควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูก AI แทนที่ ?
คำถามสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่ “AI จะมาแทนมนุษย์หรือไม่” แต่คือ “มนุษย์ที่ใช้ AI เป็น จะมาแทนมนุษย์ที่ใช้ AI ไม่เป็นหรือไม่”
คนทำงานจึงควรเรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI มากกว่าต่อต้าน AI ต้องเข้าใจว่า AI เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ไม่ใช่ศัตรู ตัวอย่างเช่น การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้างเนื้อหา วางแผนงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ในขณะเดียวกัน มนุษย์ต้องพัฒนาความสามารถที่ AI ยังทำได้ไม่ดี เช่น ความคิดเชิงกลยุทธ์ ความเข้าใจบริบท การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ผู้ที่ปรับตัวได้เร็ว เรียนรู้ตลอดเวลา และใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” จะกลายเป็นแรงงานที่มีศักยภาพสูงในอนาคต
อาจารย์มีคำแนะนำอะไรสำหรับนักเรียนหรือนักศึกษายุคใหม่ ?
ผมมองว่า นักเรียนและนักศึกษาในยุคนี้ไม่ควรเรียนเพียงเพื่อสอบหรือเพื่อปริญญา แต่ควรเรียนเพื่อสร้าง “ความสามารถในการปรับตัว” เพราะโลกอนาคตจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่ผ่านมา สิ่งสำคัญคือการฝึกตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ ทำงานร่วมกับผู้อื่น และกล้าลองผิดลองถูก ควรพัฒนาทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ควบคู่กัน รวมถึงเรียนรู้การใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม
อีกประเด็นที่สำคัญคือ การสร้าง Portfolio และประสบการณ์จริง เพราะในอนาคต นายจ้างอาจให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่ทำได้จริง” มากกว่าเพียงวุฒิการศึกษา นักศึกษายุคใหม่จึงควรมองตนเองเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” มากกว่า “ผู้จบการศึกษา”



อนาคตของการทำงานจะเป็นอย่างไรในมุมมองของอาจารย์ ?
อนาคตของการทำงานจะเป็นโลกที่มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันมากขึ้น งานที่เป็นกิจวัตร งานซ้ำ ๆ หรือใช้กฎตายตัว มีแนวโน้มถูกระบบอัตโนมัติแทนที่ ขณะที่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การบริหารจัดการ และการเข้าใจมนุษย์ จะมีความสำคัญมากขึ้น รูปแบบการทำงานก็จะเปลี่ยนไปสู่ความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้ง Hybrid Work, Remote Work และการทำงานแบบ Project-based รวมถึงอาจเกิดอาชีพใหม่จำนวนมากที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในบริบทของประเทศไทย ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนาคนให้สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมได้ หากระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สามารถปรับตัวได้ทัน AI จะไม่ใช่วิกฤต แต่จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว
ท้ายที่สุด AI อาจไม่ได้เข้ามาแทนที่ “มนุษย์” แต่จะเข้ามาแทนที่ “วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม” ดังนั้น ผู้ที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ จะเป็นผู้ที่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในโลกอนาคตอย่างมั่นคง



ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยบูรพา ได้ปรับแนวทางการจัดการศึกษาให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและ AI โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ และทักษะแห่งอนาคต ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง การบูรณาการศาสตร์ข้ามสาขา การใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ ตลอดจนการส่งเสริมทักษะสำคัญ เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นิสิตได้พัฒนาประสบการณ์จริงผ่านการทำโครงงาน การฝึกปฏิบัติ และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ผู้ที่เข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยบูรพาจะไม่ได้รับเพียงวุฒิการศึกษา แต่จะได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ที่สามารถปรับตัว เรียนรู้ และต่อยอดศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีความพร้อมทั้งในการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต และการสร้างคุณค่าให้กับสังคมในยุค AI ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน


